จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีข้อดีอย่างไรบ้าง?

ข้อดีของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

การจดเครื่องหมายการค้ามีข้อได้เปรียบอย่างไร? วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัยสำหรับธุรกิจของคุณ การกำหนดตัวตนและตำแหน่งทางการตลาดและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้วยการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ธุรกิจของคุณหากเป็นทรัพย์สินทางปัญญา เป็นความคิดสร้างสรรค์ และคุณต้องการที่จะปกป้องสิ่งประดิษฐ์ของคุณให้พ้นจากการละเมิดของบุคคลอื่น เมื่อมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วคุณจะได้รับสิทธิมากมายและนี่คือตัวอย่างในสิ่งที่คุณจะได้รับ

สิทธิในความไม่ซ้ำกัน

เมื่อคุณได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็จะได้รับสิทธิทางกฏหมายทันทีไม่ว่าจะเป็น โลโก้, สโลแกน, และแบรนด์เนม สิ่งเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองจากผู้ใช้คนอื่นหรือคู่แข่งในตลาด การลงทะเบียนนี้จะช่วยให้คู่แข่งหรือคนอื่นๆรู้ว่า นี้ชื่อโลโก้หรือเครื่องหมายการค้าของคุณ และป้องกันไม่ให้พวกเขารู้สึกสับสนเนื่องจากความคล้ายกันหรือเหมือนกันหรือบริการที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของคุณยังจะได้รับการคุ้มครองจากการบิดเบือนความจริงด้วย

การส่งเสริมโปรโมชั่นของธุรกิจ

การตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเริ่มจากที่คุณคิดค้นผลิตภัณฑ์, การบริการ ไปจนถึงการหาลูกค้าเป้าหมายเพื่อที่คุณจะได้เป็นผู้นำตลาดหรือเอาชนะคู่แข่งได้ เมื่อคุณได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคุณสามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าและทำการส่งเสริมการตลาดซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าไม่รู้สึกสับสนเพราะเครื่องหมายการค้านี้จะไม่มีใครนำไปใช้ หรือทำเลียนแบบหรือแม้กระทั่งทำให้คล้ายคลึงกันได้อีก จึงนับว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยให้กับตำแหน่งทางการตลาดของคุณและยังสามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้อีก ซึ่งเกิดจากที่ลูกค้าเกิดมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการภายใต้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ธุรกิจของคุณจะยังคงอยู่ไปได้อีกยาวนานเมื่อมีลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์มากขึ้น ผลประโยชน์จะเกิดแก่ทั้งสองฝ่ายคือ ธุรกิจและต่อลูกค้าที่จะได้ใช้สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ

สิทธิ์ในการยับยั้งทางกฏหมาย

นี่เป็นข้อดีที่สำคัญที่สุดที่คุณจะได้รับเมื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นั้นการมีสิทธิ์ดำเนินการทางกฏหมายกับบุคคลใดๆก็ตามที่พยายามจะละเมิดเครื่องหมายการค้าของคุณ
และสิ่งเหล่านี้ก็คือข้อได้เปรียบบางส่วนเท่านั้นสำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเมื่อใครที่จดก่อน ก็ย่อมได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองก่อน จะมีใครจดซ้ำ จดเหมือน เลียนแบบสินค้าหรือบริการของคุณไม่ได้ ถ้าสินค้าของคุณมีความโดดเด่น น่าสนใจการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนก็ย่อมเป็นการแสดงถึงความได้เปรียบทางการตลาด และเป็นวิธีที่ดีในการปกป้องผลประโยชน์และธุรกิจของคุณ

ความสำคัญของการออกแบบโลโก้

ปัจจุบันความสำเร็จของการทำธุรกิจความคิดสร้างสรรค์มักจะอยู่เบื้องหลัง เมื่อบวกกับปัจจัยอื่นๆเช่นการศึกษาทางด้านการตลาดหรือบริการผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ดังนั้นการบริการหรือขายสินค้าโดยปราศจากแบรนด์หรือการออกแบบโลโก้ก็คล้ายกับเด็กไม่ชื่อเรียก อย่างไรก็ตามความสวยงามหรือความสามารถของเด็กชื่อก็จะเป็นเส้นทางไปสู่การรับรู้หรือรู้จัก ซึ่งคล้ายๆกับแบรนด์สินค้า

จุดประสงค์คือการสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อสร้างจุดเด่น การสร้างแบรนด์ของสินค้าหรือบริการเป็นสิ่งสำคัญมาก ขั้นตอนแรกของสร้างแบรนด์ก็คือการออกแบบโลโก้ โลโก้อาจจะเป็นการนำเสนอด้วยสัญลักษณ์หรือรูปภาพกราฟฟิคง่ายเป็นสัญลักษณ์ของบริษัท องค์กรหรือห้างร้าน ความหมายของโลโก้นั้นอาจจะเป็นความหมายของสัญลักษณ์หรือไม่มีความหมายใดๆเลยก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีอำนาจในการดึงดูดและแสดงภาพลักษณ์หรืออิมเมจของผลิตภัณฑ์นั้นๆได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ของผู้ชาย โลโก้ควรจะสื่อถึงความเข้มแข็ง มาดมั่นหรือสมาร์ท

การออกแบบโลโก้ที่ดี จะช่วยให้ผู้คนหรือลูกค้าเป้าหมายสามารถจดจำได้ทันทีที่เห็น, สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้, สร้างความซื่อสัยต์ต่อแบรนด์, การยอมรับและความชื่นชม โลโก้ที่ดีจึงเป็นพื้นฐานของแนวความคิดหรือคุณค่าของบริษัทที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อเรามองไปรอบๆตัวเรามีโลโก้อยู่จำนวนมาก แต่จะมีเพียงไม่กี่อันเท่านั้นที่พิเศษมีความแตกต่างออกไป ปัจจุบันนี้เว็บไซต์จำนวนมากก็เกี่ยวข้องกับการสร้างโลโก้ หรือมีเว็บไซต์ที่รับออกแบบโลโก้หรือแม้กระทั่งมีโปรแกรมให้คุณสามารถออกแบบด้วยตัวคุณเองซึ่งช่วยส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากในการจ้างออกแบบ

เมื่อคุณจะออกแบบโลโก้ สิ่งสำคัญที่สุดที่น่าจะเป็นเรื่องง่ายแต่ไม่อาจจะทำได้ง่ายนั้นคือ การสร้างความประทับใจให้กับผู้มอง มันจะต้องมีความหมายและจำได้ง่ายเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถจะเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้ โลโก้จะต้องมีเอกลักษณ์และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเวลา นอกจากนี้มันจะต้องมีความยืดหยุ่นในเรื่องของขนาดเพราะมันจะต้องถูกนำไปใช้ในสถานที่ต่างๆเช่นป้ายประกาศ บิลบอร์ดขนาดใหญ่ หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญก็คือมีความคมชัด มองเห็นได้ง่าย

ดังนั้นการออกแบบโลโก้จึงเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน เป็นเสมือนการกำหนดตัวตนของธุรกิจคุณ นอกจากนี้ยังต้องเหมาะหรือตรงกับความชอบและค่านิยมของลูกค้า เป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของบริษัทที่จะต้องทำความเข้าใจอย่างระมัดระวังและต้องมีความชัดเจน และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวิจัยก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน

การออกแบบโลโก้และการสร้างแบรนด์จึงเป็นองค์ประกอบที่ผสมผสานกันระหว่างปัจจัยสองอย่างคือ คุณภาพและการพบเห็น และในโลกโลกาภิวัฒน์นี้มันจึงเป็นการบ่งบอกความชาญฉลาดของบริษัทที่จะสามารถเอาตัวรอดไปได้ตลอดจากเงื่อนไขของเวลาและการแข่งขัน

การเช่าHosting สำหรับนักทำเว็บไซต์มือใหม่

Hosting คือ พื้นที่สำหรับจัดเก็บเว็บไซต์ ซึ่งผู้ดูแลเว็บหรือเจ้าของเว็บไซต์จะต้องใช้บริการโดยการเช่าพื้นที่ แต่ละโฮสติ้งจะมีพื้นที่หรือบริการที่แตกต่างกันไป ดังนั้นผู้ทำเว็บไซต์จะต้องเลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับรูปแบบของเว็บไซต์ของตนเองด้วย เช่น เว็บไซต์ขนาดเล็ก ไม่มีข้อมูลมากนัก การใช้พื้นที่เพียง 500 MB หรือ 2 GB ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีการวางแผนทำเว็บไซต์ใหญ่ๆคนเข้าดูข้อมูลมาก ก็ต้องใช้พื้นที่เยอะตามไปด้วยเช่นกัน

การเช่าโฮสติ้งนั้นมีทั้งต้องเสียเงินเช่า และ เช่าแบบฟรี ไม่ต้องเสียเงินแต่ต้องแลกกับการบริการที่ไม่มีคุณภาพ เสี่ยงต่อเว็บล่มโดยที่ไม่มีผู้ดูแลให้ โฮสติ้งฟรีจึงเหมาะกับผู้ต้องการทดลองระบบของเว็บไซต์ก่อนที่จะมีการใช้งานจริง กับระบบโฮสที่มีคุณภาพที่ดีกว่า หรือนักศึกษาที่ไม่เงินทุนสำหรับเช่าพื้นที่ทำเว็บไซต์ แม้กระทั่งผู้ที่ต้องการทำเว็บไซต์ชั่วคราวไม่จริงจังนั้นเอง

เว็บHosting กับ เว็บเซิร์ฟเวอร์ แตกต่างกันอย่างไร?

Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องที่มีสเปคหรือระบบทรัพยากรของเครื่องค่อนข้างสูง รวดเร็วต่อการใช้งาน คอมพิวเตอร์นี้จะมีไว้เพื่อเก็บข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ หรือทุกๆอย่างเกี่ยวกับเว็บไซต์ไว้ โดยทั่วไปแล้ว คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถที่แบ่งเนื้อที่ออกเป็นหลายส่วนสำหรับเว็บไซต์อื่นๆด้วย เช่น เซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้มีเนื้อที่ฮาร์ดดิส 500 GB ก็สามารถจะแบ่งเนื้อที่ในฮาร์ดดิสสำหรับ 500 เว็บไซต์ได้เลย (เว็บไซต์ล่ะ 1 GB)

Web Hosting คือ พื้นที่สำหรับเก็บเว็บไซต์ โดยใช้บริการในรูปแบบการเช่าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ดังนั้นการแบ่งพื้นที่ก็จะแบ่งมาจาก เว็บเซิร์ฟเวอร์ นั้นเอง การเช่าเว็บโฮสติ้งจึงเหมาะกับเว็บไซต์ขนาดเล็ก เป็นเว็บไซต์ของบริษัทหรือเพื่อขายสินค้า ส่วนเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นเหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เป็นจำนวนมากหลายแสนหลายล้านคน ดังนั้นจึงต้องการระบบหรือเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับความต้องการใช้ในปริมาณที่มากๆและใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงด้วยเช่นกัน

Hosting มีกี่ประเภท

ก่อนจะเช่าโฮสติ้งต้องคำนึงถึงประเภทที่เหมาะสมกับเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ก่อนว่าควรจะใช้แบบไหนซึ่งประเภทของโฮสติ้งที่พบบ่อยที่สุดก็คือ

  1. Shared Web Hosting

เป็นโฮสติ้งสำหรับฝากเว็บไซต์ทั่วไปหรือที่รู้จักกันอีกชื่อก็คือ Virtual Hosting ซึ่ง 1 เซิร์ฟเวอร์ก็จะมีหลายเว็บไซต์แบ่งเนื้อที่ฮาร์ดดิสกันใช้อยู่ ดังนั้นจึงต้องมีข้อจำกัดในการใช้งานบางอย่างเช่น ไม่รองรับการติดตั้ง wordpress mu ดังนั้นก่อนที่จะทำการเช่าโฮสติ้งประเภทนี้ผู้เช่าจะต้องอ่านรายละเอียดข้อยกเว้นของผู้ให้บริการเสียก่อน อย่างไรก็ตาม โฮสติ้งประเภทนี้เหมาะสำหรับเว็บไซต์ทั่วๆไปใช้ทรัพยากรไม่มาก ประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องระบบเน็ตเวิร์คมากมายนัก เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่แล้ว

  1. VPS Hosting

ย่อมาจาก Virtual Private Server เป็นโฮสติ้งที่มีความเสถียรมากกว่าแบบ แชร์โฮสติ้ง เพราะเป็นการจำลองเครื่อง Server หรือเป็นการแบ่งพื้นที่และทรัพยากรเครื่องในเซิร์ฟเวอร์ เช่น CPU, Ram โดยใช้โปรแกรมในการแบ่ง สามารถเข้าใช้งานโดยผ่าน Remote Desktop หรือ Control Panel ผู้เช่าก็จะรู้สึกว่าได้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ การใช้งานง่ายเหมือนกับ แชร์โฮสติ้ง แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเนื่องจากมีการแบ่งทรัพยากรอย่างชัดเจน สามารถลงโปรแกรมอะไรก็ได้ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อยกเว้น เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือเว็บไซต์ขององค์กรบริษัทต่างๆที่มีการรับส่งอีเมล์เยอะๆ ก็ไม่ต้องรอคอยคิวการรับส่งอีเมล์

  1. Dedicated Hosting

เป็นระบบที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดเหมาะสำหรับเว็บที่มีทราฟฟิคสูง และต้องการ uptime สูงและมีความปลอดภัยสูงมากเพราะเป็นเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์นั้นๆอาจจะเป็นการเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ หรือ เอาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของตนเองไว้ไปวางไว้ที่ผู้ให้บริการ ขึ้นอยู่กับการบริการหรือข้อตกลงของผู้ให้บริการนั้นๆ แต่ถ้าหากเป็นองค์กรใหญ่ๆ หรือต้องการความปลอดภัยมากๆก็ต้องวางระบบเซิร์ฟเองและต้องจ้างผู้ดูแลระบบขององค์กรทั้งหมดด้วยเช่นกัน

  1. SEO Hosting

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเน็ตเวิร์คส่วนตัวในการทำ SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์หลักขององค์กร ร้านค้าหรือธุรกิจของตนเอง โดยการเช่าโฮสติ้งผู้ให้บริการจะแบ่งเป็น IP Class C ศัพท์สำหรับ Network Admin , Network Engineer จะรู้จักในนาม Subnet Class C และการให้บริการผู้ใช้จะต้องสอบถามผู้ให้บริการก่อนว่าเป็นแบ่ง IP จากเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวกัน (มีสิทธิ์ที่จะล่มพร้อมกันหมด) หรือแยกเซิร์ฟเวอร์ไปตามแต่ละท้องถิ่นหรือแยกเครื่องต่างหากกัน วัตถุประสงค์คือการสร้างลิงค์เข้าหากันเอง

การเลือก Hosting ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?

  1. เช็คสเปคของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการโฮสติ้ง ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ เช่นใช้ CPU อะไร? Ram เท่าไหร่?  Harddisk เยอะพอหรือไม่
  2. เว็บไซต์ของคุณเขียนด้วยภาษาอะไรก็ต้องใช้โฮสติ้งที่รองรับกับภาษาเขียนเว็บไซต์นั้นๆ เช่น โฮสติ้งรองรับระบบปฏิบัติการ linux  จะใช้ได้กับภาษา php + mysql เท่านั้นนอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบอีกว่า ผู้ให้บริการ Hosting รองรับ Database อะไรบ้าน เช่น MySQL, MS SQL Server, MS Access โดยทั่วไปสำหรับผู้ให้บริการรายใหญ่ ก็มักจะมีโฮสติ้งไว้รองรับทั้งแบบ Windows และ Unix อยู่แล้ว แต่บางรายลูกค้าก็ต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อนแต่ค่าเช่าระบบ Windows จะมีราคาที่แพงกว่าเพราะมีค่า License ของวินโดว์
  3. เลือกเช่าโฮสติ้งให้ตรงกับลูกค้าหรือผู้จะเข้าชมเว็บไซต์ ลูกค้าเป้าหมายของคุณอยู่ในประเทศ หรือ ต่างประเทศหากเป็นลูกค้าที่อยู่ภายในประเทศการเลือกเช่าโฮสติ้งภายในประเทศจะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าเพราะจะมีการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าการเช่าโฮสจากต่างประเทศ
  4. จำนวนลูกค้าที่ร่วมใช้บริการเครื่องเซิร์ฟเวอร์ 1 เครื่องบริการลูกค้ากี่คน เพราะผู้ให้บริการที่ดีจะต้องมีการกำหนดจำนวนลูกค้าที่ให้บริการต่อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในจำนวนที่คงที่ และมีมาตรฐาน ส่วนจำนวนของลูกค้าจะมากหรือน้อยนั้น ต้องพิจารณาตามสเปคเครื่องเซิร์ฟเวอร์ด้วยเช่นกัน
  5. ปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลมีการจำกัดหรือมีการกำหนดข้อยกเว้นเพิ่มเติมหรือไม่ ปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลหรือ Bandwidth ควรพิจารณาว่า ผู้ให้บริการมีการจำกัดจำนวนหรือไม่ได้ หรือไม่มีการจำกัดจำนวน เช่น ผู้ให้บริการบางรายอาจจะมีการกำหนด แบนด์วิธการรับ-ส่งของเว็บไซต์คุณที่ 500 MB หากเกินนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  6. การรองรับจำนวนอีเมล์ ที่สามารถใช้ได้ การเช่าพื้นที่โฮสแต่ละรายจะมีการกำหนดจำนวนอีเมล์มาให้ ซึ่งจำนวนอีเมล์นี้จะแตกต่างกันไป ทั้งนี้การพิจารณาควรจะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ของธุรกิจคุณ
  7. มีระบบ สำรองข้อมูล Backup ผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีควรมีบริการการสำรองข้อมูล หรือกู้ข้อมูลของเว็บไซต์ที่สูญหายอันเกิดจากความผิดพลาดใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับโฮส
  8. มีบริการหลังการขายที่ดี เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ผู้ให้บริการจะต้องมีฝ่าย support เพื่อช่วยเหลือทางด้านเทคนิคกับลูกค้า การให้บริการที่รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด และไม่ทิ้งงานให้ลูกค้าต้องคอยติดตาม เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องพิจารณาด้วย หาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการใช้บริการของโฮสแต่ละโฮส ด้วยการพิมพ์ปัญหาที่ต้องการจากเสิร์ชเอนจิ้นได้
  9. อัตราค่าบริการ พิจารณาจากสเปคของเซิร์ฟเวอร์ว่าเหมาะสมกับงบประมาณที่คุณกำหนดไว้หรือไม่ ผู้ให้บริการบางรายจะกำหนดค่าบริการเป็นรายเดือน แต่บางรายก็คิดเป็นปีโดยแบ่งจ่าย ปีละ 2 ครั้ง

ต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการใช้ Hosting

ผู้ที่จะทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรืออยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองสิ่งที่ควรจะเรียนรู้ก่อนจะอัพไฟล์หรือเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ อัพโหลดผ่านซอฟแวร์ของผู้ให้บริการ เช่น File Manager ในcPanel (ผู้ให้บริการจะมีวิธีการใช้งานอธิบายให้ลูกค้าอ่านและทำความเข้าใจซึ่งไม่ยากเลย) อีกวิธีหนึ่งคือการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla ในปัจจุบันมีเว็บไซต์หรือบล็อกเกอร์มากมายสอนวิธีการใช้งานโปรแกรมนี้ ซึ่งผู้ทดลองทำเว็บไซต์สามารถจะเข้าไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติมเสียก่อน

การอัพโหลดเว็บไซต์ขึ้น Hosting นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ทำเว็บไซต์มีความตั้งใจจริงในการที่จะเรียนรู้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานก็จะมีฝ่ายบริการเพื่อดูแลให้คำแนะนำ หรือ ช่วยจัดการในปัญหาที่ลูกค้าติดขัดได้ ดังนั้นการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดีนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำเว็บไซต์